ทางเลือกใหม่รักษาโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า

นักบำบัดไทยพัฒนาโปรแกรม “สติบำบัด” นำแก่นของพุทธศาสนามาประยุกต์กับหลักจิตวิทยา พร้อมส่งออกความรู้ทั่วโลก ด้านกรมสุขภาพจิตเล็งเป้าผลิตนักบำบัดจิตทุกโรงพยาบาลที่มีการให้บริการสุขภาพจิต เมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว หลังจากมีอาการซึมเศร้า แป้ง (สงวนชื่อ-สกุลจริง) ได้ไปพบจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลศรีธัญญา ซึ่งได้แนะนำให้เธอพบกับ “นักสติบำบัด” “เขาจะเหมือนนั่งสมาธิก่อน แล้วตามลมหายใจตัวเอง ไม่ต้องท่องอะไร แค่รู้สึกถึงลมหายใจที่หายใจเข้าและออก” แป้งกล่าว ซึ่งเธอยอมรับว่าเมื่อกลับมาฝึกที่บ้านในช่วงแรก รู้สึกว่านานและต้องฝืน เนื่องจากไม่เคยนั่งสมาธิมาก่อน แต่พอนั่งไปประมาณสามถึงสี่วันก็รู้สึกดีขึ้น แป้งได้ไปพบนักสติบำบัดทั้งหมด 8 ครั้ง โดยได้ฝึกการนั่งสมาธิและการสังเกตความเปลี่ยนแปลงในรางกาย ตั้งแต่หัวจรดเท้า รวมถึงการเฝ้าดูความคิดของตนเอง แล้วติดป้ายความคิดเหล่านั้น เช่น เบื่อ กังวล คิดมาก ฟุ้งซ่าน “เหมือนตั้งชื่อว่าเป็นความคิดนั้นคืออะไร แล้วพอจับความคิดนั้นได้ ความคิดนั้นมันจะค่อยๆ หายไป” เธอกล่าว “แป้งรู้สึกว่ามันเวิร์คมาก เพราะทำให้แป้งมีสมาธิและรู้ว่าตัวเองสามารถที่จะหยุดความคิดพวกนั้นที่มันเยอะแยะไปหมด ทำให้รู้ตัวมีสติมากขึ้น ใจเย็นมากขึ้น” เธอกล่าว พัฒนาการของไทย น.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กล่าวว่า จากการที่มีกลุ่มผู้ที่เผยแพร่การวิปัสสนาในรูปแบบที่ไม่ใช่ศาสนาจากโลกตะวันออกไปยังตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนตะวันตกเริ่มสนใจเรื่องของวิปัสสนา โดยเริ่มมาตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง จนนำไปสู่การพัฒนาเป็นโปรแกรมสำหรับใช้ในวงการแพทย์ ชื่อ […]

Continue Reading

ยากล่อมประสาท Anafranil

ข้อระมัดระวังในการใช้ยา

ข้อเสนอการเยียวยาสำหรับการรักษาเยียวยาทิพย์เสนอแก้ไข Anafranil (หรือ Clomipramine ธรรมดา) ถือว่าเป็นงานของ energizer และ anxiolytic และมีสถานที่ที่มีระดับของ tricyclic ซึมเศร้า เป็นเพราะยุค 60 ที่ยานี้ถูกสร้างขึ้นโดย Novartis ผู้ผลิตสวิส (ครั้งหนึ่งในอดีตเรียกว่า Geigy) มันถูกมองว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งท่ามกลางยาแก้ซึมเศร้าที่น่าเหลือเชื่อและมีศักยภาพในปัจจุบันที่มีอยู่ บทนำและโครงสร้าง Anafranil เป็นเม็ดกลมหรือสามเหลี่ยม พวกเขามีน้ำตาลทรายสีขาวหรือครีมสีเทา, คะแนนและ bended กับบิวเรตทั้งสองด้าน กล่องบรรจุ 20, 30, 50 และ 60 เม็ดได้รับการรับรอง นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงเพิ่มเติมในการจัดการแบบฉีดด้วยหลอด 2 มล. สารไดนามิกใน Anafranil คือ Clomipramine Hydrochloride อะตอมประกอบด้วยส่วนของฮิสทามินอจิกและมีงานตัดสินใจในกิจกรรม ยาดังกล่าวทำจากการยึดติดที่ไม่ใช่ยาเช่นแมกนีเซียมสเตียเรตกลีเซอรีนกดออกไซด์หรือแป้งข้าวโพด การใช้งานควรเป็นไปได้เพียงหลังจากแพทย์ของผู้เชี่ยวชาญ สัญญาณการเยียวยา ยานี้ได้รับการรับรองในกรณีที่มีความเศร้าโศกมากแยกจากกันโดยวางอุบายที่หายไปหรือความสุขในการออกกำลังกายที่มักจะยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ เรื่องสำหรับสถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขมขื่นของแท้ในใจ Anafranil ยังได้รับการแนะนำเพิ่มเติมในกรณีที่มีความวิตกกังวลซึ่งสามารถสรุปได้ว่าเป็นช่วงเวลาของความไม่สะดวกและความหวาดกลัวที่ไม่ธรรมดาซึ่งปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันและไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ในทำนองเดียวกันยาอาจจะแนะนำใน OCD (Obsessive Compulsive Disorder) […]

Continue Reading

งานวิจัยใหม่ยืนยัน ‘ยารักษาอาการซึมเศร้า’ ใช้ได้จริง

ยารักษาอาการซึมเศร้า

นักวิทยาศาตร์กล่าวว่าพวกเขาสามารถยุติข้อถกเถียงอันยาวนานเกี่ยวกับยารักษาอาการซึมเศร้าได้แล้ว หลังงานวิจัยพบว่า ยาเหล่านี้ทำงานได้จริง ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลอง 522 ครั้ง และมีผู้ร่วมทดสอบถึง 116,477 คน พบว่า ยารักษาอาการซึมเศร้า ที่ใช้กันทั่วไปจำนวน 21 ชนิด ล้วนมีประสิทธิภาพในการลดอาการซึมเศร้าเฉียบพลัน ได้ดีกว่ายาเม็ดหลอก (dummy pill) การศึกษาครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นความแตกต่างในประสิทธิภาพของยาแต่ละตัวอีกด้วย โดยเจ้าของรายงานนี้ ซึ่งตีพิมพ์ใน เดอะแลนซิต (The Lancet) วารสารการแพทย์ที่มีชื่อเสียง กล่าวว่า ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าผู้คนอีกจำนวนมากจะสามารถได้ประโยชน์จากยาเหล่านี้ ในประเทศอังกฤษมีการจ่ายยารักษาอาการซึมเศร้าทั้งหมด 64.7 ล้านครั้งในปี 2016 เพิ่มสูงกว่าสองเท่าจาก 31 ล้านครั้งในปี 2006 ขณะที่หลายคนยังคงถกเถียงว่ายาเหล่านี้ทำงานได้จริงแค่ไหน เพราะมีรายงานถึงผลทดสอบบางครั้งที่ชี้ว่ายาเหล่านี้ไม่ได้ดีไปกว่ายาหลอก (placebo) แต่วิทยาลัยจิตแพทย์ของอังกฤษ ระบุว่าการศึกษาครั้งนี้สามารถยุติข้อครหาเกี่ยวกับยารักษาอาการซึมเศร้าได้ในที่สุด การวิเคราะห์อภิมานนี้ (meta-analysis) ศึกษาทั้งข้อมูลที่ไม่เคยถูกตีพิมพ์มาก่อน และข้อมูลจากการทดสอบทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอาการซึมเศร้าเฉียบพลันในผู้ใหญ่ ทั้งหมด 522 ครั้ง โดยพบว่าการรักษาด้วยยาจริงทั้งหมดมีประสิทธิภาพกว่ายาเม็ดหลอก อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ยังพบด้วยว่า พวกมันมีประสิทธิภาพมากกว่าในอัตราที่ต่างกันไป ตั้งแต่ราว 1 ใน 3 ไปจนถึง […]

Continue Reading

ยาที่คุณกินอาจทำให้รู้สึกซึมเศร้า?

ยาที่คุณกินอาจทำให้รู้สึกซึมเศร้า

ยาที่คุณกินอาจทำให้รู้สึกซึมเศร้า? เมื่อพูดถึงผลข้างเคียงจากการใช้ยา คุณอาจนึกถึงผื่นคัน หรือ อาการปวดศีรษะ แต่งานวิจัยล่าสุดในสหรัฐฯ พบว่า ยาที่แพทย์สั่งให้ใช้เป็นประจำหลายชนิดอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ใช้มีอาการซึมเศร้า ส่วนหนึ่งของยาเหล่านี้ คือ ยารักษาโรคหัวใจ, ยาคุมกำเนิด และยาแก้ปวด ซึ่งเป็นยาที่คนจำนวนมากในประเทศอื่น ๆ ได้รับการสั่งจ่ายจากแพทย์เช่นกัน มากกว่า 1 ใน 3 ของยาที่ผู้เข้าร่วมการศึกษา 26,000 คน มีอาการซึมเศร้าเป็นผลข้างเคียงจากยาที่ใช้ เขาศึกษาอะไรบ้าง? วารสารสมาคมการแพทย์อเมริกันตีพิมพ์ผลการวิจัยกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐฯ ซึ่งมีอายุ 18 ปีขึ้นไป และกำลังรับยาอย่างน้อย 1 ชนิดระหว่างปี 2005-2014 ซึ่งพบว่า 37% ของยาที่สั่งจ่ายโดยแพทย์ ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดบางชนิด และยาลดกรด มีผลข้างเคียงอันตรายอย่างหนึ่งคือ การมีอาการซึมเศร้า ผลการศึกษาจากลุ่มตัวอย่างพบว่า ยิ่งใช้ยามากชนิด ยิ่งมีโอกาสมีอาการซึมเศร้ามากขึ้น 1. 7% ในกลุ่มผู้ที่กินยาเหล่านี้ 1 ชนิด 2.9% สำหรับคนที่กิน 2 ชนิด 3.15% สำหรับคนที่กิน 3 […]

Continue Reading

สติกับการรักษาภาวะซึมเศร้า

‘สติกับการรักษาภาวะซึมเศร้า

โรคซึมเศร้า เป็นโรคที่พบได้บ่อย และมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งโรคซึมเศร้าอาจจะมีอาการไม่รุนแรง จึงทำให้ผู้อยู่ใกล้ชิดไม่ทันได้สังเกต แต่หากปล่อยไว้จนอาการซึมเศร้ารุนแรงมาก ก็อาจจะทำให้เกิดการสูญเสีย เช่น การฆ่าตัวตายได้ เราสามารถสังเกตผู้ที่มีอาการซึมเศร้าได้โดยดูจากอาการ 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านอารมณ์ เช่น มีอารมณ์เศร้าเกือบตลอดทั้งวัน มีอารมณ์เบื่อหน่าย ท้อแท้ หรือหงุดหงิดง่าย เป็นต้น 2) ด้านความคิด ได้แก่ การมีความคิดในแง่ลบ มองโลกในแง่ร้าย มองตัวเองต่ำต้อย ชีวิตไม่มีความหวัง รวมถึงมีความคิดอยากตาย และ 3) ด้านพฤติกรรม ได้แก่ มีความผิดปกติของการกิน การนอน เช่น กินได้น้อยจนน้ำหนักลดลงมาก นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ หรือตื่นเช้ามากกว่าปกติ มีอาการปวดศีรษะหรือปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัว เป็นต้น การรักษาโรคซึมเศร้าแม้จะเน้นที่การใช้ยา แต่การรักษาที่เรียกว่าจิตบำบัดก็ยังได้ผลดีในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีระดับความรุนแรงน้อยถึงปานกลาง และที่ผ่านมาก็พบว่า การทำจิตบำบัดที่เรียกว่า จิตบำบัดด้วยการปรับความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior therapy, CBT) นั้นได้ผลดีมาก […]

Continue Reading

นักวิจัยพบ ‘ยาบำบัดอาการอักเสบ’ ใช้รักษาอาการซึมเศร้าได้ผล

ยาบำบัดอาการอักเสบ

การวิเคราะห์ผลการศึกษาหลายชิ้นเกี่ยวกับยาที่ใช้บำบัดคนที่เป็นโรคภูมิต้านตนเองหรือออโต้อิมมูน รวมทั้งโรคผิวหนังผื่นแดง โรคปวดข้อรูมาตอยด์และโรคเยื่อบุระบบทางเดินอาหารอักเสบ พบว่าผู้เข้าร่วมการศึกษาที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วยมีอาการที่ดีขึ้นภายหลังการวิจัยจบลง โรคภูมิต้านตนเองเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดขาวมีปฏิกริยาตอบสนองเกินขอบเขต และเเทนที่ทำลายเชื้อเเบคทีเรียเเละเชื้อไวรัส ระบบภูมิต้านทานในร่างกายกลับไปทำลายเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย ยาต้านอาการอักเสบชนิดต่างๆ ช่วยผ่อนคลายการทำงานชองระบบภูมิต้านทานร่างกายที่เกินขอบเขตลงได้ ด้วยการควบคุมโปรตีนไซโตไคน์ส (cytokines) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีบทบาทสำคัญมากตัวหนึ่ง ต่อการทำงานของระบบภูมิต้านทานร่างกายในการต่อต้านเชื้อโรค อาการอักเสบในร่างกายเพียงเล็กน้อยช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิต้านทานร่างกายให้ต่อต้านเชื้อโรค แต่ Golam Khandaker ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์กล่าวว่า อาการอักเสบที่มากเกินไปถือว่าเป็นอันตราย ศาสตราจารย์ Khandaker กล่าวว่าอาการอักเสบในร่างกายที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ อาจทำให้เกิดอาการป่วยทั้งทางร่างกายและทางจิตเวช ยกตัวอย่างในสมอง อาการอักเสบนี้อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่สูงขึ้นต่อโรคซึมเศร้า และสำหรับร่างกายโดยทั่วไป อาการอักเสบจะทำให้เกิดความเสี่ยงสูงขึ้นต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ อาการเส้นเลือดในสมองอุดตันหรือเส้นเลือดในสมองเเตก กับโรคเบาหวานทั้งประเภทที่ 1 และประเภทที่ 2 บ่อยครั้งที่คนป่วยด้วยโรคภูมิต้านตนเองซึ่งรวมทั้งโรคเบาหวานประเภทที่ 1 มักจะกลายเป็นโรคซึมเศร้าด้วย เชื่อกันว่าผู้ป่วยเหล่านี้เกิดอาการซึมเศร้าเพราะว่าป่วยด้วยโรคเรื้อรัง แต่ผลการศึกษาใหม่นี้แสดงให้เห็นว่าอาการอักเสบในร่างกายทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสมองทำให้เกิดความบกพร่องทางจิต นักวิจัยชี้ว่า ยาต้านอาการซึมเศร้าต่างจากยาต้านอาการอักเสบในร่างกาย ที่มีฤทธิ์ช่วยให้สารเคมีในสมองชนิดต่างๆ ที่เรียกว่าสารสื่อนำประสาท (neurotransmitters) ทำงานอย่างเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม มีคนที่ป่วยด้วยโรคซึมเศร้าจำนวนมากที่ไม่ตอบสนองต่อยาบำบัดที่ใช้ ในผลการวิเคราะห์ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Molecular Psychiatry ศาสตราจารย์ Khandaker และทีมงานได้วิเคราะห์ผลของการศึกษา 20 ชิ้น ที่เกี่ยวกับคนที่ได้รับการบำบัดด้วยยาต่อต้านอาการอักเสบหรือยาต้านโปรตีนไซโตไคน์ เพื่อรักษาอาการปวดข้อรูมาตอยด์ […]

Continue Reading

จิตแพทย์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาด้วยยาต้านเศร้า

รักษาด้วยยาต้านเศร้า

อาการของโรคไม่ได้หายทันทีที่กินยา โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไปอาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด แต่ยาก็ยังมีส่วนช่วยในระยะแรกๆ โดยทำให้ผู้ป่วยหลับได้ดีขึ้น เจริญอาหารขึ้น เริ่มรู้สึกมีเรี่ยวแรงจะทำอะไรมากขึ้น ความรู้สึกกลัดกลุ้มหรือกระสับกระส่ายจะเริ่มลดลงยาทุกชนิดสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ทั้งสิ้น แม้ว่าโอกาสที่เกิดอาการข้างเคียงจะมากน้อย และมีความรุนแรงต่างกันไป การใช้ยาจึงควรใช้ในขนาดและกินตามเวลาที่แพทย์สั่งเท่านั้น หากมีความจำเป็นที่ทำให้กินยาตามสั่งไม่ได้ และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากเกิดอาการใดๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการข้างเคียงหรือไม่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้ากินยามากตามที่แพทย์สั่ง แพทย์สั่งกิน 4 เม็ดก็กินแค่ 2 เม็ด หรือกินบ้างหยุดกินบ้าง เพราะกลัวว่าจะติดยา หรือกลัวว่ายาจะไปสะสมอยู่ในร่างกาย แต่ตามจริงแล้วยาต้านเศร้าไม่มีการติดยา ถ้าขาดยาแล้วมีอาการไม่สบาย นั่นเป็นเพราะว่ายังไม่หายจากอาการของโรค การกินๆ หยุดๆ หรือกินไม่ครบขนาดกลับจะยิ่งทำให้การรักษาไม่ได้ผลดี และรักษายากมากขึ้นยาแก้เศร้ามีอยู่เป็นสิบขนาน จากการศึกษาไม่พบว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหนอย่างชัดเจน เรียกว่าผู้ป่วยคนไหนจะถูกกับยาตัวไหนเป็นเรื่องเฉพาะตัว หรือ ลางเนื้อชอบลางยา ซึ่งโดยรวมแล้วก็มักจะรักษาได้ผลทุกตัว การใช้ยาขึ้นอยู่กับว่าแพทย์มีความชำนาญ คุ้นเคยกับการใช้ยาขนานไหน และผู้ป่วยมีโรคทางกายหรือกำลังกินยาอื่นๆ ที่ทำให้ใช้ยาบางตัวไม่ได้หรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาแก้เศร้าตัวแรกที่ให้ หากอาการยังไม่ดีในระยะแรก ๆ อาจเป็นเพราะยังปรับยาไม่ได้ขนาด หรือยังไม่ได้ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่เสียมากกว่า ถ้าแพทย์รักษาไประยะหนึ่งแล้ว และเห็นว่าให้ยาในขนาดที่พอเพียงแล้วผู้ป่วยยังอาการดีขึ้นไม่มาก ก็อาจเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นต่อไปยาทุกชนิดสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ทั้งสิ้น แม้ว่าโอกาสที่เกิดอาการข้างเคียงจะมากน้อย และมีความรุนแรงต่างกันไป การใช้ยาจึงควรใช้ในขนาดและกินตามเวลาที่แพทย์สั่งเท่านั้น หากมีความจำเป็นที่ทำให้กินยาตามสั่งไม่ได้ และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากเกิดอาการใดๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการข้างเคียงหรือไม่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้ากินยามากตามที่แพทย์สั่ง แพทย์สั่งกิน […]

Continue Reading

คำเตือนพิเศษ

คำเตือนพิเศษ

คำเตือนพิเศษ เพิ่มความเสี่ยงที่เป็นไปได้ของการคิดฆ่าตัวตายหรือพฤติกรรมในช่วงเริ่มต้นของการรักษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนหนุ่มสาวอายุต่ำกว่า 25 ปี ในสัปดาห์แรกของการรักษาและการเปลี่ยนแปลงในปริมาณควรให้ความสนใจกับข้อบ่งชี้ที่เป็นไปได้ คิดฆ่าตัวตายหรือพฤติกรรมการฆ่าตัวตายในทั้งหมด – โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอาการของความวิตกกังวลหรือผู้ที่ได้รับก่อนหน้านี้กรณีของการฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ความระมัดระวัง การเพิ่มขึ้นของการเผาผลาญอาหาร (ความเสี่ยงของภาวะหัวใจล้มเหลว) ในกรณีที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง (เสี่ยงต่อการเป็นโรคลำไส้)  ในจำนวนของโรคหัวใจและหลอดเลือด ในตับหรือไตที่ทำงานได้ไม่ดี (แนะนำให้ใช้การควบคุมปกติ) หากคุณมีเนื้องอกในต่อมหมวกไต (pharyochromocytoma) หรือเป็นโรคตับที่รุนแรง (เสี่ยงต่อความดันโลหิตสูงอย่างรุนแรง)  ในกรณีของโรคจิตเภทที่ไม่ได้รับการรักษาเนื่องจากอาการอาจลดลง  ถ้าคุณได้รับความทุกข์ทรมานจากลำคอสีเขียวความกดดันที่เพิ่มขึ้นในสายตาหรือความยากลำบากในการถ่ายปัสสาวะ Vedepilepsi เนื่องจากอาการชักสามารถเพิ่มขึ้นได้ เนื่องจากความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของช่องว่างในฟันแนะนำให้ใช้การควบคุมทันตกรรมตามปกติ อาจมีความเสี่ยงที่จะมีผลต่อเซลล์เม็ดเลือดขาวและทำให้ระบบภูมิคุ้มกัน แนะนำให้ทำการตรวจเลือดโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มการรักษา หากคุณมีไข้หรือเจ็บคอปรึกษาแพทย์ของคุณ แนะนำให้ใช้การวัดความดันโลหิตก่อนการรักษาเนื่องจากความดันโลหิตลดลงหากคุณได้รับความดันโลหิตลดลงอย่างกระทันหันเมื่อคุณลุกขึ้น (ความกดอากาศต่ำ orthostatic) ตัวแทนควรใช้ด้วยความระมัดระวังหากคุณมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของการพัฒนาช่วง QT เป็นเวลานาน – ชนิดพิเศษที่หัวใจเต้นผิดจังหวะ นี้ใช้ตัวอย่างเช่นโดยการโพแทสเซียมน้อยเกินไปในเลือดชีพจรช้าหัวใจเงื่อนไขต่าง ๆ การใช้ยาขับปัสสาวะด้วยกันและถ้าคุณเป็นเพศหญิงหรือกว่า 65 ปี ถ้าคุณได้รับอาการใด ๆ ของการรบกวนจังหวะหัวใจ (เช่นใจสั่นเวียนศีรษะเป็นลม) ติดต่อแพทย์ของท่าน ในตอนท้ายของการรักษาควรลดขนาดลงอย่างช้าๆ (โดยปกติอย่างน้อย 4 สัปดาห์) เมื่อเลิกทันทีทันใดคือความเสี่ยงของอาการหยุดเช่นเวียนศีรษะ, ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวผิดปกติของการนอนหลับยากลำบากในการมุ่งเน้นและไข้หวัดใหญ่เหมือนอาการ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ช่วยเพิ่มผลกดประสาทของผลิตภัณฑ์

Continue Reading

การให้ยาและการบริหาร

การให้ยาและการบริหาร

ปริมาณ Anafranila ที่เลือกเป็นรายบุคคลขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วย งานหลักของการรักษาคือเพื่อให้บรรลุผลการรักษาที่ดีที่สุดโดยใช้ปริมาณยาที่น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ก่อนที่จะเริ่มใช้ Anafranil ควรลดภาวะ hypokalemia หากมีอยู่ เมื่อโรคครอบงำ – หดหู่ความหดหู่ phobias Anafranil กำหนดในขนาด 25 มก. สามครั้งต่อวันหรือ 75 มก. วันละครั้ง ทุกๆสองวันปริมาณยาจะเพิ่มขึ้น 25 มก. เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคือ 100-150 มิลลิกรัมต่อวัน ในกรณีที่รุนแรงปริมาณสามารถเพิ่มได้ถึง 250 มก. หลังจากบรรลุผลการรักษาที่ต้องการของผู้ป่วยจะถูกถ่ายโอนไปยังปริมาณการบำรุงรักษา 50-100 มก. ต่อวัน ในช่วงเริ่มต้นยา Anafranil มีปริมาณยา Anafranil อยู่ที่ 10 มก. ต่อวันโดยเพิ่มขึ้นทีละน้อยขึ้นอยู่กับความอดทนของผู้ป่วยถึง 25-100 มิลลิกรัม เวลาในการรักษาที่แนะนำคือหกเดือน การใช้ยา Anafranil ร่วมกับ cataplexy การ narcolepsy ร่วมกันปริมาณยา Anafranil 25-75 มก. […]

Continue Reading

การรักษาด้วยยาต้านเศร้า

อาการของโรคไม่ได้หายทันทีที่กินยา โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไปอาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด แต่ยาก็ยังมีส่วนช่วยในระยะแรกๆ โดยทำให้ผู้ป่วยหลับได้ดีขึ้น เจริญอาหารขึ้น เริ่มรู้สึกมีเรี่ยวแรงจะทำอะไรมากขึ้น ความรู้สึกกลัดกลุ้มหรือกระสับกระส่ายจะเริ่มลดลงยาทุกชนิดสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ทั้งสิ้น แม้ว่าโอกาสที่เกิดอาการข้างเคียงจะมากน้อย และมีความรุนแรงต่างกันไป การใช้ยาจึงควรใช้ในขนาดและกินตามเวลาที่แพทย์สั่งเท่านั้น หากมีความจำเป็นที่ทำให้กินยาตามสั่งไม่ได้ และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากเกิดอาการใดๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการข้างเคียงหรือไม่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้ากินยามากตามที่แพทย์สั่ง แพทย์สั่งกิน 4 เม็ดก็กินแค่ 2 เม็ด หรือกินบ้างหยุดกินบ้าง เพราะกลัวว่าจะติดยา หรือกลัวว่ายาจะไปสะสมอยู่ในร่างกาย แต่ตามจริงแล้วยาต้านเศร้าไม่มีการติดยา ถ้าขาดยาแล้วมีอาการไม่สบาย นั่นเป็นเพราะว่ายังไม่หายจากอาการของโรค การกินๆ หยุดๆ หรือกินไม่ครบขนาดกลับจะยิ่งทำให้การรักษาไม่ได้ผลดี และรักษายากมากขึ้นยาแก้เศร้ามีอยู่เป็นสิบขนาน จากการศึกษาไม่พบว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหนอย่างชัดเจน เรียกว่าผู้ป่วยคนไหนจะถูกกับยาตัวไหนเป็นเรื่องเฉพาะตัว หรือ ลางเนื้อชอบลางยา ซึ่งโดยรวมแล้วก็มักจะรักษาได้ผลทุกตัว การใช้ยาขึ้นอยู่กับว่าแพทย์มีความชำนาญ คุ้นเคยกับการใช้ยาขนานไหน และผู้ป่วยมีโรคทางกายหรือกำลังกินยาอื่นๆ ที่ทำให้ใช้ยาบางตัวไม่ได้หรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาแก้เศร้าตัวแรกที่ให้ หากอาการยังไม่ดีในระยะแรก ๆ อาจเป็นเพราะยังปรับยาไม่ได้ขนาด หรือยังไม่ได้ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่เสียมากกว่า ถ้าแพทย์รักษาไประยะหนึ่งแล้ว และเห็นว่าให้ยาในขนาดที่พอเพียงแล้วผู้ป่วยยังอาการดีขึ้นไม่มาก ก็อาจเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นต่อไป

Continue Reading