“ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด”

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว (hormone swing) เปลี่ยนจากหญิงตั้งครรภ์มาเป็นคุณแม่ที่ต้องให้นมบุตร ต้องรับมือกับเด็กที่เกิดใหม่ที่คุณแม่หลายคนยังตั้งตัวไม่ติด กังวลทุกครั้งที่ลูกร้อง หรือควบคุมลูกตัวเองไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของคุณแม่ เกิดอารมณ์แปรปรวนจนบางรายอาจไม่สามารถควบคุมได้ เป็นเรื่องธรรมดาที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่หลายๆ ท่าน คนรอบตัวควรทำความเข้าใจ ให้กำลังใจ และคุณแม่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาอย่างใกล้ชิด ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 1.ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดที่เกิดจากการปรับตัวหลังคลอดไม่ค่อยได้ ทั้งมีความกังวลในเรื่องของลูก ลูกแข็งแรงดีไหม ถ้าลูกร้องควรทำอย่างไร ทำไมลูกไม่ดูดนมจากเต้า ฯลฯ อาการนี้อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงสัปดาห์แรก เมื่อคุณแม่ปรับตัวได้ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นได้เองโดยไม่ต้องเข้ารับการรักษากับแพทย์ 2.โรคซึมเศร้าหลังคลอด คุณแม่มีอาการรุนแรงมากขึ้น ยังคงมีความกังวลหลังคลอดมากกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไป จนมีอาการอื่นๆ ตามมาด้วย เช่น นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ร้องไห้บ่อย อ่อนไหวง่าย บางครั้งมีอารมณ์หงุดหงิดง่าย ความผูกพันกับลูกหายไป บางครั้งเริ่มผุดความคิดอยากทำร้ายตัวเอง ทำร้ายลูก เป็นต้น ระยะนี้อาจมีอาการยาวนานตั้งแต่ 2 สัปดาห์ ไปจนถึงหลายเดือน ควรรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ก่อนที่จะเป็นหนักมากกว่าเดิมจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งกาย และใจของคุณแม่ และลูกน้อย เพราะโรคซึมเศร้าหลังคลอดลักษณะนี้ไม่สามารหายได้เอง […]

Continue Reading

จิตแพทย์ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการรักษาด้วยยาต้านเศร้า

รักษาด้วยยาต้านเศร้า

อาการของโรคไม่ได้หายทันทีที่กินยา โดยเฉพาะอาการซึมเศร้า โดยส่วนใหญ่แล้วจะใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ขึ้นไปอาการจึงจะดีขึ้นอย่างเห็นชัด แต่ยาก็ยังมีส่วนช่วยในระยะแรกๆ โดยทำให้ผู้ป่วยหลับได้ดีขึ้น เจริญอาหารขึ้น เริ่มรู้สึกมีเรี่ยวแรงจะทำอะไรมากขึ้น ความรู้สึกกลัดกลุ้มหรือกระสับกระส่ายจะเริ่มลดลงยาทุกชนิดสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ทั้งสิ้น แม้ว่าโอกาสที่เกิดอาการข้างเคียงจะมากน้อย และมีความรุนแรงต่างกันไป การใช้ยาจึงควรใช้ในขนาดและกินตามเวลาที่แพทย์สั่งเท่านั้น หากมีความจำเป็นที่ทำให้กินยาตามสั่งไม่ได้ และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากเกิดอาการใดๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการข้างเคียงหรือไม่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้ากินยามากตามที่แพทย์สั่ง แพทย์สั่งกิน 4 เม็ดก็กินแค่ 2 เม็ด หรือกินบ้างหยุดกินบ้าง เพราะกลัวว่าจะติดยา หรือกลัวว่ายาจะไปสะสมอยู่ในร่างกาย แต่ตามจริงแล้วยาต้านเศร้าไม่มีการติดยา ถ้าขาดยาแล้วมีอาการไม่สบาย นั่นเป็นเพราะว่ายังไม่หายจากอาการของโรค การกินๆ หยุดๆ หรือกินไม่ครบขนาดกลับจะยิ่งทำให้การรักษาไม่ได้ผลดี และรักษายากมากขึ้นยาแก้เศร้ามีอยู่เป็นสิบขนาน จากการศึกษาไม่พบว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหนอย่างชัดเจน เรียกว่าผู้ป่วยคนไหนจะถูกกับยาตัวไหนเป็นเรื่องเฉพาะตัว หรือ ลางเนื้อชอบลางยา ซึ่งโดยรวมแล้วก็มักจะรักษาได้ผลทุกตัว การใช้ยาขึ้นอยู่กับว่าแพทย์มีความชำนาญ คุ้นเคยกับการใช้ยาขนานไหน และผู้ป่วยมีโรคทางกายหรือกำลังกินยาอื่นๆ ที่ทำให้ใช้ยาบางตัวไม่ได้หรือไม่ ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะตอบสนองต่อยาแก้เศร้าตัวแรกที่ให้ หากอาการยังไม่ดีในระยะแรก ๆ อาจเป็นเพราะยังปรับยาไม่ได้ขนาด หรือยังไม่ได้ระยะเวลาที่ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่เสียมากกว่า ถ้าแพทย์รักษาไประยะหนึ่งแล้ว และเห็นว่าให้ยาในขนาดที่พอเพียงแล้วผู้ป่วยยังอาการดีขึ้นไม่มาก ก็อาจเปลี่ยนไปใช้ยาตัวอื่นต่อไปยาทุกชนิดสามารถทำให้เกิดอาการข้างเคียงได้ทั้งสิ้น แม้ว่าโอกาสที่เกิดอาการข้างเคียงจะมากน้อย และมีความรุนแรงต่างกันไป การใช้ยาจึงควรใช้ในขนาดและกินตามเวลาที่แพทย์สั่งเท่านั้น หากมีความจำเป็นที่ทำให้กินยาตามสั่งไม่ได้ และควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งหากเกิดอาการใดๆ ที่ไม่แน่ใจว่าเป็นอาการข้างเคียงหรือไม่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่กล้ากินยามากตามที่แพทย์สั่ง แพทย์สั่งกิน […]

Continue Reading